ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ เลือกอย่างไรให้ทุกสาขารสชาติใกล้เคียงกัน

ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ เลือกยังไงให้ทุกสาขารสชาติเหมือนกัน

กำลังทำ แฟรนไชส์ชา แล้วกลัวว่าสาขานี้ชงอร่อย แต่อีกสาขากลับรสไม่เหมือนกันอยู่ไหม? ควรเลือก ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ แบบไหนถึงจะชงง่ายและได้รสชาติใกล้เคียงกันทุกสาขา? หรือจริง ๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใบชาอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีชงของแต่ละร้านด้วย?

ถ้าอยากให้ลูกค้าซื้อจากสาขาไหนก็ได้รสชาติใกล้เคียงกัน สิ่งสำคัญไม่ได้มีแค่การเลือกใบชาที่หอมและอร่อย แต่ต้องเลือกใบชาที่ ชงซ้ำได้ง่าย รสชาติไม่เปลี่ยนง่าย มีสินค้าให้สั่งต่อเนื่อง และสามารถกำหนดสูตรให้พนักงานทุกคนทำตามได้

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ใช้ใบชาตัวเดียวกัน แต่ถ้าสาขาหนึ่งใช้ชา 12 กรัม อีกสาขาใช้ 16 กรัม หรือคนหนึ่งแช่ชา 3 นาที แต่อีกคนแช่ 8 นาที รสชาติก็ออกมาต่างกันได้เลยนั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะขยายร้านจาก 1 สาขาไปเป็นหลายสาขา เราไม่ควรถามแค่ว่า “ชาไหนอร่อยที่สุด?” แต่ควรถามเพิ่มว่า “ชาไหนที่พนักงานหลายคนชงตามสูตรเดียวกันแล้วได้รสชาติใกล้เคียงกัน?” คำถามนี้สำคัญกับธุรกิจแฟรนไชส์มากเลยทีเดียว

ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ที่เหมาะกับการใช้งานจริงควรมี 5 เรื่องหลัก คือ รสชาติชัดหลังใส่นมและน้ำแข็ง ชงซ้ำง่าย คุณภาพและสเปกค่อนข้างสม่ำเสมอ คำนวณต้นทุนได้ และมีสินค้าสำหรับสั่งซื้อต่อเนื่อง จากนั้นเจ้าของแบรนด์ต้องนำใบชานั้นมาทำสูตรกลางหรือสูตรมาตรฐาน ให้ชัดว่าหนึ่งแก้วใช้ชาเท่าไร น้ำเท่าไร สกัดกี่นาที และใส่ส่วนผสมเท่าไร ถ้าทำได้ครบ ต่อให้มีพนักงานหลายคนหรือเปิดเพิ่มหลายสาขา โอกาสที่รสชาติจะ “ไม่คงที่” ก็ลดลงมากกว่าการฝากทุกอย่างไว้กับฝีมือของคนชงเพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอน

ถ้าสรุปให้เข้าใจง่าย ใบชาที่เหมาะกับร้านหลายสาขาควรมีลักษณะประมาณนี้

 ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ต้องดูอะไรบ้างเพื่อคุมรสชาติและต้นทุน
  • ชงแล้วมีกลิ่นชาชัด
  • ใส่นมหรือน้ำแข็งแล้วรสชาติไม่จางเร็ว
  • ชงตามสูตรเดิมได้ง่าย
  • พนักงานใหม่สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก
  • คำนวณต้นทุนต่อแก้วได้
  • มีสินค้าให้สั่งซื้อต่อเนื่อง
  • ถ้าร้านโตขึ้น สามารถสั่งในปริมาณมากได้

สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าแค่การเปิดถุงแล้วรู้สึกว่า “ชาตัวนี้หอมมาก” เพราะสิ่งที่ลูกค้าดื่มจริงคือชาที่ผ่านการชง ใส่นม ใส่น้ำแข็ง และวางอยู่ในแก้วไปอีกระยะหนึ่งแล้วนั่นเอง

20 kgtea แนะนำ

ก่อนเลือกชาเข้าร้าน ลองให้พนักงาน 3–5 คนชงตามสูตรเดียวกันดู ถ้าทุกคนชงออกมาได้รสชาติใกล้เคียงกัน แปลว่าชาตัวนั้นมีโอกาสนำไปใช้กับร้านหลายสาขาได้ง่ายขึ้น

ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ลูกค้าเคยซื้อชาไทยจากสาขาแรกแล้วรู้สึกว่าเข้ม หอม และหวานกำลังดี วันต่อมาไปซื้ออีกสาขาหนึ่ง แต่กลับได้ชาที่จืดกว่า หวานกว่า หรือกลิ่นชาแทบไม่มี ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่า “วันนี้พนักงานคงชงต่างกัน” แต่เขาอาจรู้สึกทันทีว่า “ทำไมร้านเดียวกัน แต่รสชาติไม่เหมือนกัน?” ถ้าเกิดบ่อย ๆ ก็อาจทำให้ลูกค้าเริ่มไม่มั่นใจในแบรนด์ได้ ดังนั้นแฟรนไชส์ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่กำลังขาย รสชาติที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับเหมือนเดิมทุกครั้ง กันเลย

รสชาติไม่เหมือนกัน ต้นทุนก็อาจไม่เหมือนกันด้วย เช่น สูตรของร้านกำหนดให้ใช้ใบชา 14 กรัมต่อแก้ว แต่บางสาขารู้สึกว่าชาจืดจึงเพิ่มเป็น 18 กรัม ส่วนอีกสาขาใช้เพียง 12 กรัม ถ้ามองแค่ 1 แก้วอาจดูไม่ต่างมาก แต่ถ้าขายวันละ 100 แก้ว เดือนหนึ่งความต่างของใบชาที่ใช้จะเพิ่มขึ้นเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นการกำหนดสูตรให้ชัด ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังช่วยให้เจ้าของแฟรนไชส์รู้ด้วยว่า แต่ละสาขาควรใช้ใบชาเท่าไร และควรมีต้นทุนประมาณเท่าไร นั่นเอง

การเลือกใบชาสำหรับร้านที่มีหลายสาขา ไม่ควรดูแค่ว่า ตัวไหนหอม ตัวไหนเข้ม หรือตัวไหนราคาถูกที่สุด เพราะใบชาที่เหมาะกับแฟรนไชส์ต้องนำไปใช้งานจริงได้ง่ายด้วย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานคนไหนหรือสาขาไหน ก็ควรชงออกมาได้รสชาติใกล้เคียงกัน

ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ควรเป็นแบบไหน ชงง่าย รสคงที่ และคุมต้นทุนได้

ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อจำนวนมาก ลองนึกถึงเมนูขายจริงของร้านก่อนว่าเป็นชาไทย ชาเขียวนม หรือชานมไข่มุก ใช้แก้วขนาดไหน ใส่นมและน้ำแข็งเท่าไร แล้วค่อยนำใบชามาทดลองกับสูตรนั้น เพราะบางตัวตอนชงเป็นน้ำชาอาจหอมมาก แต่พอใส่นมและน้ำแข็งแล้วกลับรู้สึกว่ารสชาอ่อนลงก็ได้ สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าต้องสังเกตอะไรบ้าง ไม่ต้องกังวล เพราะหลัก ๆ สามารถเริ่มดูจาก 6 เรื่องง่าย ๆ ต่อไปนี้ แล้วค่อยเลือกตัวที่เหมาะกับร้านของเรามากที่สุดกันเลย

อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อเพราะเปิดถุงแล้วรู้สึกว่าชาหอม เพราะเมื่อเอาไปทำชาไทย ชาเขียวนม หรือชานมไข่มุก เรายังต้องใส่นม น้ำตาล ครีมเทียม น้ำแข็ง และอาจมีไข่มุกหรือท็อปปิ้งอีก ส่วนผสมเหล่านี้สามารถทำให้กลิ่นชาอ่อนลงได้ ทางที่ดีควรลองชงเหมือนตอนขายจริง เช่น ร้านใช้แก้ว 16 ออนซ์ ก็ทดลองกับแก้ว 16 ออนซ์ ใช้นมยี่ห้อเดียวกับร้าน และใส่น้ำแข็งในปริมาณเดียวกัน

ชิมแล้วถามตัวเองง่าย ๆ ว่า หลังใส่นมแล้ว เรายังรู้สึกได้ไหมว่านี่คือรสของชา? ถ้ายังหอมและรสชัด ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว

หลายร้านคิดว่าชายิ่งเข้มยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วคำว่า เข้ม กับ ฝาด ไม่เหมือนกัน ชาเข้มคือดื่มแล้วรู้สึกถึงรสชาได้ชัด แต่ถ้าฝาดมากเกินไป อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกแห้งคอหรือดื่มยาก

ที่สำคัญ ถ้าชาฝาดมาก พนักงานแต่ละสาขาอาจเริ่มแก้สูตรกันเอง เช่น เพิ่มนม เพิ่มความหวาน หรือเติมน้ำมากขึ้น สุดท้ายรสชาติแต่ละร้านก็เริ่มไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรเลือกใบชาที่มีความเข้มเหมาะกับเมนูของร้าน ไม่จำเป็นต้องเข้มที่สุดเสมอไปนั่นเอง

ชาไทยและชาเขียวเป็นเมนูที่ลูกค้ามองเห็นสีได้ชัดมาก ถ้าวันนี้ชาไทยสีส้มเข้ม แต่พรุ่งนี้สีอ่อนลงมาก หรือสาขาหนึ่งสีสวย แต่อีกสาขาซีด ลูกค้าอาจรู้สึกได้ว่าร้านชงไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ควรเลือกจากสีอย่างเดียว เพราะเครื่องดื่มที่ดูสวยแต่กลิ่นชาไม่ชัด ก็อาจไม่ตอบโจทย์ร้านเช่นกัน ให้ดูพร้อมกันทั้ง สี กลิ่น และรสชาติ จะเหมาะกว่ากันเลย!

ถ้าร้านแม่ทดลองชาด้วยเครื่องชงกาแฟ แต่พอเปิดแฟรนไชส์กลับให้สาขาใช้ถุงกรอง ผลที่ออกมาอาจต่างกันได้ ก่อนเลือกใบชา ควรกำหนดให้ชัดก่อนว่าแต่ละสาขาจะชงแบบไหน เช่น

  • ชงด้วยเครื่องชงกาแฟ
  • ชงผ่านถุงกรอง
  • แช่ชาในน้ำร้อน
  • ต้มชาเป็นหม้อสำหรับใช้ทั้งวัน

ใบชาของ 20 Kgtea มีทั้งชาที่สามารถใช้เครื่องชง ถุงกรอง หรือโมก้าพอท รวมถึงชาไต้หวันที่เหมาะกับการแช่และถุงกรอง ดังนั้นควรเลือกให้ตรงกับวิธีทำงานจริงของร้าน

ตัวอย่าง ชา A ราคา 300 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนชา B ราคา 400 บาท หลายคนอาจรีบคิดว่าชา A ถูกกว่า แต่ถ้าชา A ต้องใช้ 16 กรัมต่อแก้ว ขณะที่ชา B ใช้เพียง 10 กรัมแล้วได้ความเข้มพอ ๆ กัน ต้นทุนจริงอาจไม่ได้ต่างกันอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นให้ดูว่า ชา 1 กิโลกรัม ชงได้จริงกี่แก้ว แล้วค่อยนำราคามาหาร จะเห็นต้นทุนจริงได้ง่ายกว่า

20 Kgtea มีชาหลายสูตรที่สามารถชงได้ประมาณ 70–100 แก้วต่อกิโลกรัม แต่จำนวนจริงก็ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละร้านด้วยเช่นกัน

สำหรับร้านเดียว ถ้าชาหมดอาจเปลี่ยนตัวอื่นใช้ชั่วคราวได้ แต่ถ้ามี 10 หรือ 20 สาขา การเปลี่ยนวัตถุดิบพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนเลือกชาเป็นตัวหลักของแฟรนไชส์ ควรถามเรื่อง

  • มีสินค้าพร้อมต่อเนื่องหรือไม่
  • สั่งครั้งหนึ่งขั้นต่ำเท่าไร
  • ใช้เวลากี่วันในการจัดส่ง
  • ถ้าร้านขยายเพิ่มอีกหลายสาขา รองรับปริมาณได้ไหม
  • มีราคาสำหรับการสั่งจำนวนมากหรือไม่

20 Kgtea มีเรทราคาพิเศษสำหรับการสั่งซื้อแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป จึงเหมาะกับร้านที่เริ่มใช้ใบชาในปริมาณมากหรือมีหลายสาขาแล้วนั่นเอง

จริง ๆ แล้วไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกร้าน เพราะแต่ละร้านขายเมนูไม่เหมือนกัน

ประเภทชาเหมาะกับเมนูสิ่งที่ควรดู
ชาไทย / ชาแดงชาไทย ชาดำ ชามะนาวสีสวย กลิ่นชาเข้ม ใส่นมแล้วไม่จาง
ชาเขียวชาเขียวนม ชาเขียวมะนาวกลิ่นชา สี และความฝาด
ชาไต้หวันชานมไข่มุก ชานมบราวน์ชูการ์กลิ่นเข้ากับนม รสนุ่ม และไม่โดนไข่มุกกลบ
ชาใสชาผลไม้ ชาพีช ชาเบอร์รี่สดชื่น ไม่ฝาด และเข้ากับไซรัป
ชาสูตรเฉพาะเมนูประจำแบรนด์ต้องชงซ้ำได้และผลิตต่อเนื่องได้

ถ้าร้านเพิ่งเริ่มทำแฟรนไชส์ ไม่จำเป็นต้องมีใบชาเยอะตั้งแต่แรก อาจเริ่มจาก 3 ตัวหลัก เช่น ชาไทย ชาเขียว และชาไต้หวัน แล้วแตกออกเป็นหลายเมนู จะช่วยให้คุมทั้งสต๊อกและสูตรง่ายกว่ามาก

สำหรับคนที่กำลังวางแผนเปิดร้านเครื่องดื่มหรือขยายร้านไปเป็นหลายสาขา 20 kgtea มีชาให้เลือกหลายแบบ ทั้ง ชาแดง ชาเขียว ชาไต้หวัน ชาซีลอน และชาใต้ รวมถึงกาแฟโบราณ จึงสามารถเลือกวัตถุดิบให้เหมาะกับเมนูหลักของร้านได้ง่ายขึ้น

มือใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการสั่งจำนวนมากทันที แนะนำให้เลือกชาที่สนใจไปทดลองกับสูตรจริงของร้านก่อน เช่น ถ้าจะขายชาไทยเป็นเมนูหลัก ก็ลองเปรียบเทียบชาแดงแต่ละแบบ หรือถ้าจะทำชานมไข่มุก ก็สามารถทดลองชาไต้หวันหลายสูตรเพื่อดูว่าตัวไหนเข้ากับนมและความหวานของร้านมากที่สุดนั่นเอง

สินค้าใบชา 20KGTea ชาแดง ชาเขียว ชาไต้หวัน และวัตถุดิบสำหรับร้านเครื่องดื่ม
สินค้า 20 kgteaขนาดราคาในภาพเหมาะสำหรับทดลองทำเมนู
ชาแดงต้นตำหรับ500 กรัม125 บาทชาไทย ชาดำ ชามะนาว
ชาเขียวต้นตำหรับ500 กรัม150 บาทชาเขียวนม ชาเขียวเย็น
ชาไต้หวัน500 กรัม125 บาทชานม ชานมไข่มุก
ชาซีลอน250 กรัม50 บาทชาซีลอน ชานม หรือใช้ทดลองผสมสูตร
ชาใต้ปรุงสำเร็จ250 กรัม65 บาทชาใต้ ชาเย็นสไตล์เข้ม
ชาไต้หวันต้นตำหรับ500 กรัม125 บาทชานมไต้หวัน ชานมไข่มุก
กาแฟโบราณ500 กรัม140 บาทกาแฟโบราณ กาแฟนม
ชาเขียวม้าบิน200 กรัม38 บาทชาเขียวนม
ชาแดงม้าบิน200 กรัม38 บาทชาไทย ชาเย็น
ชาไต้หวันซองเงิน500 กรัม190 บาทชานมไต้หวันที่ต้องการทดลองอีกระดับ

สำหรับแฟรนไชส์ ไม่จำเป็นต้องเลือกชาหลายตัวตั้งแต่เริ่มต้น อาจเลือกเพียง ชาแดง 1 ตัว ชาเขียว 1 ตัว และชาไต้หวัน 1 ตัว แล้วนำไปทำสูตรกลางของร้านก่อน เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้วจึงค่อยเพิ่มเมนูหรือเลือกชาสูตรอื่นเข้ามา จะช่วยให้พนักงานจำสูตรง่ายและควบคุมสต๊อกได้ง่ายกว่า

20 kgtea แนะนำ

ถ้ายังเลือกไม่ถูก อย่าดูจากราคาอย่างเดียว ลองซื้อขนาดเล็กมาชงเปรียบเทียบกับนม น้ำแข็ง และความหวานที่ร้านจะใช้จริง แล้วดูว่าแก้วไหน หอม เข้ม กลมกล่อม และชงซ้ำได้ง่ายที่สุด เพราะตัวที่เหมาะกับแฟรนไชส์ควรเป็นตัวที่พนักงานหลายคนชงแล้วได้รสชาติใกล้เคียงกัน

“สั่งซื้อยกลัง 21 กิโลกรัมขึ้นไป รับเรทราคาส่งพิเศษ LINE : @20KGTEA“

สูตรกลาง ก็คือสูตรเดียวที่กำหนดไว้ให้ทุกสาขาชงเหมือนกัน แทนที่จะบอกว่า

  • ใส่ชาเยอะหน่อย
  • เติมนมนิดหนึ่ง
  • แช่ชาให้เข้ม

ควรเปลี่ยนเป็นตัวเลขชัด ๆ เช่น

สิ่งที่ต้องกำหนดตัวอย่าง
ใบชา14 กรัม
น้ำร้อน175 มล.
เวลาแช่3–5 นาที
น้ำชาที่ได้120 มล.
ครีมเทียม1 ช้อนโต๊ะ
นมสด60 มล.
นมข้นหวาน40 มล.
แก้วกำหนดขนาดให้เหมือนกัน

20 kgtea มีตัวอย่างสูตรชาเขียวและชาไทยที่ใช้ผงชา 14 กรัม น้ำร้อน 175 มล. กรองน้ำชาให้ได้ 120 มล. ก่อนเติมครีมเทียม นมสด 60 มล. และนมข้นหวาน 40 มล. ซึ่งเจ้าของร้านสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองสูตรของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขนี้กับทุกแบรนด์เหมือนกัน เพราะชาของแต่ละร้านอาจต้องการความเข้มไม่เท่ากัน แต่หลักสำคัญคือ ต้องกำหนดเป็นตัวเลขให้พนักงานทำตามได้ง่าย

ยังไม่พอ เพราะสูตรบอกว่า “ใส่อะไรเท่าไร” แต่ SOP บอกว่า “ต้องทำอย่างไร” ตัวอย่างเช่นสูตรระบุว่าใช้ใบชา 14 กรัม แต่ SOP ควรระบุเพิ่มว่า

  • ใช้เครื่องชั่งแบบไหน
  • อุณหภูมิน้ำประมาณเท่าไร
  • เริ่มจับเวลาตอนไหน
  • เทน้ำผ่านชากี่รอบ
  • ใช้ภาชนะขนาดเท่าไร
  • น้ำชาที่สกัดแล้วเก็บได้นานแค่ไหนตามมาตรฐานร้าน
  • ใครเป็นคนตรวจคุณภาพช่วงเปิดร้าน
  • ถ้ารสชาติผิดปกติควรแก้ที่ขั้นตอนไหน

แฟรนไชส์ที่ทำเอกสารตรงนี้ละเอียดจะฝึกพนักงานใหม่ง่ายกว่า และลดการใช้ “ความเคยชินของแต่ละคน” มาตัดสินรสชาติได้มากเลยทีเดียว

จะเปิดเพิ่มหลายสาขา สิ่งสำคัญคือทุกสาขาควรมีวิธีชงที่ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานแต่ละคนกะปริมาณตามความเคยชิน เพราะแม้จะใช้ใบชาตัวเดียวกัน แต่ถ้าใส่ชาไม่เท่ากัน ใช้น้ำต่างกัน หรือแช่ชาไม่เท่ากัน รสชาติที่ได้ก็เปลี่ยนได้ทันที ดังนั้นเจ้าของแฟรนไชส์ควรกำหนดขั้นตอนพื้นฐานให้ชัดตั้งแต่แรก เพื่อให้พนักงานทำตามง่าย คุมรสชาติได้ และช่วยลดปัญหาแต่ละสาขาชงออกมาคนละรสนั่นเอง จากนั้นมาดูกันว่า 7 จุดง่าย ๆ ที่ทุกสาขาควรกำหนดให้เหมือนกัน มีอะไรบ้างกันเลย

7 จุดที่แฟรนไชส์ชาควรกำหนดให้เหมือนกันทุกสาขา เพื่อคุมรสชาติ
  • ชั่งชาเป็นกรัม : ถ้าเป็นแฟรนไชส์ แนะนำให้ใช้เครื่องชั่งแทนการตักด้วยช้อน เพราะใบชาบางครั้งฟูหรือแน่นไม่เท่ากัน ช้อนหนึ่งพูนกับหนึ่งช้อนปาดก็ให้น้ำหนักต่างกันได้ ใช้เครื่องชั่งจะง่ายต่อการตรวจสอบกว่ามาก
  • กำหนดปริมาณน้ำให้ชัด : อย่าใช้คำว่า “น้ำประมาณหนึ่งแก้ว” เพราะแต่ละคนกะไม่เหมือนกัน ใช้หน่วยมิลลิลิตร เช่น 175 มล. หรือ 200 มล. จะเข้าใจตรงกันกว่า
  • จับเวลาแช่ชา : อย่าให้พนักงานเดาเองว่า “น่าจะได้แล้ว” ใช้ตัวจับเวลาตั้งให้เหมือนกันทุกสาขาจะง่ายที่สุด
  • ใช้อุปกรณ์ใกล้เคียงกัน : ถ้าสาขาหนึ่งใช้เครื่องชง แต่อีกสาขาใช้ถุงกรอง รสชาติอาจต่างกันได้ ถ้าเป็นไปได้ควรกำหนดอุปกรณ์หลักให้เหมือนกัน
  • ใช้นมและความหวานสูตรเดียวกัน : เปลี่ยนนมเพียงยี่ห้อเดียว รสชาติก็เปลี่ยนได้แล้ว ดังนั้นถ้าต้องการให้ทุกสาขารสเหมือนกัน ควรกำหนดวัตถุดิบหลักให้ชัด
  • เก็บใบชาให้เหมือนกัน : หลังเปิดถุงควรปิดให้สนิท ไม่วางใกล้ความร้อน ความชื้น หรือแดด เพราะต่อให้เป็นชาเดียวกัน แต่ถ้าสาขาหนึ่งเก็บดี อีกสาขาเปิดถุงทิ้งไว้ กลิ่นชาก็สามารถต่างกันได้
  • ให้ผู้จัดการลองชิมเป็นประจำ : ไม่จำเป็นต้องทำระบบยุ่งยาก อาจกำหนดง่าย ๆ ว่า ก่อนเปิดร้านให้ผู้จัดการลองชิมน้ำชาหนึ่งครั้ง ถ้ากลิ่นหรือความเข้มผิดไปจากเดิม ค่อยตรวจดูว่าวันนั้นพนักงานชงผิดขั้นตอนไหน วิธีง่าย ๆ แบบนี้ช่วยจับปัญหาได้ก่อนที่ลูกค้าจะเป็นคนเจอกันเลย

อย่ารีบสรุปว่าเป็นปัญหาที่ชา เพราะตัวแปรอื่นมีเยอะมาก

  • ปริมาณชาไม่เท่ากัน : เป็นสาเหตุพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะร้านที่ใช้ช้อนตักแล้วกะด้วยสายตา
  • เวลาสกัดไม่เท่ากัน : ต่างกันเพียงไม่กี่นาทีก็อาจส่งผลกับความเข้มและความฝาดได้
  • น้ำที่ใช้ต่างกัน : คุณภาพน้ำในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน หากแฟรนไชส์อยู่หลายจังหวัดควรคุมระบบกรองน้ำให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน
  • นม น้ำเชื่อม หรือครีมเทียมคนละสูตร : สำนักงานใหญ่เปลี่ยนยี่ห้อนม แต่บางสาขายังใช้ของเก่า หรือซื้อทดแทนเองชั่วคราว รสชาติก็เปลี่ยนทันที
  • ปริมาณน้ำแข็งต่างกัน : น้ำแข็งน้อยหรือมากส่งผลทั้งความเย็นและการเจือจาง
  • เก็บใบชาไม่เหมือนกัน : การโดนความชื้น อากาศ หรือความร้อนมากเกินไปทำให้กลิ่นชาเปลี่ยนได้

ดังนั้นเวลาได้รับคำร้องเรียนว่า “ชาสาขานี้ไม่เหมือนเดิม” ควรตรวจย้อนกลับทีละตัวแปร ไม่ควรเพิ่มปริมาณใบชาเพื่อแก้ทันทีอย่างเดียว

ถ้าร้านเริ่มใช้ใบชาเยอะและรู้แล้วว่าเดือนหนึ่งใช้ประมาณกี่กิโล การซื้อแบบยกลังก็น่าสนใจ เพราะช่วยลดความถี่ในการสั่งสินค้า และสามารถสอบถามเรทราคาที่เหมาะกับการซื้อจำนวนมากได้ 20 kgtea มีทั้งการขายปลีกเริ่มตั้งแต่ 1 ถุง และการขายส่งแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป โดยแฟรนไชส์ที่ใช้ชาในปริมาณมากสามารถเลือกซื้อในรูปแบบยกลังเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบได้

ใบชายกลังเหมาะกับแฟรนไชส์หรือไม่ ช่วยคุมต้นทุนร้านหลายสาขาอย่างไร

แต่ไม่ใช่ว่ายิ่งซื้อมากยิ่งดีเสมอไป ควรดูยอดใช้จริงด้วย ถ้าร้านเพิ่งเริ่มเปิดสาขาหรือยังไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดี แนะนำซื้อปริมาณน้อยมาทดลองก่อน เมื่อรู้ยอดใช้ต่อเดือนแล้วค่อยวางแผนสั่งแบบยกลังจะปลอดภัยกว่า เพราะสุดท้ายต้นทุนที่ดีไม่ได้หมายถึงซื้อถูกที่สุดอย่างเดียว แต่ต้องซื้อในปริมาณที่ ใช้หมดทัน เก็บง่าย และไม่ทำให้เงินจมอยู่ในสต๊อก นั่นเอง

เมื่อแฟรนไชส์เริ่มมีจำนวนสาขามากขึ้น หลายแบรนด์จะเจออีกปัญหาหนึ่ง คือใช้วัตถุดิบเหมือนร้านอื่นจนสร้างความแตกต่างยาก ช่วงนี้สามารถพิจารณาพัฒนาสูตรเฉพาะหรือทำแบรนด์ชาเองได้ โดยโจทย์ที่ควรเตรียมให้ผู้ผลิตชัดเจน เช่น

  • อยากได้กลิ่นชาแบบไหน
  • ต้องการความเข้มระดับใด
  • เมนูหลักเป็นนมหรือชาใส
  • ราคาขายต่อแก้วเท่าไร
  • ต้นทุนใบชาที่รับได้ต่อแก้วเท่าไร
  • ใช้ประมาณกี่กิโลกรัมต่อเดือน
  • ระบบชงของทุกสาขาเป็นแบบไหน

ยิ่งมีข้อมูลเหล่านี้ ผู้ผลิตยิ่งพัฒนาสูตรให้ใกล้กับการใช้งานจริงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่พัฒนาจากคำว่า “อยากได้ชาเข้ม ๆ” เพียงอย่างเดียวกันเลย หากกำลังเลือกวัตถุดิบสำหรับชานมเพิ่มเติม สามารถอ่าน ใบชาสำหรับร้านชานมไข่มุก เลือกแบบไหนดี? เพื่อเปรียบเทียบชาแต่ละกลุ่มก่อน แล้วค่อยนำตัวเลือกที่เหมาะมาทดสอบกับสูตรกลางของแฟรนไชส์

“สั่งซื้อยกลัง 21 กิโลกรัมขึ้นไป รับเรทราคาส่งพิเศษ LINE : @20KGTEA“

ร้านที่กำลังขยายสาขาอาจไม่ได้ต้องการเพียง “ซื้อชาให้ถูกลง” แต่ยังต้องการวัตถุดิบที่เป็นของแบรนด์ตัวเอง เพื่อให้สาขาต่าง ๆ ใช้ชาแบบเดียวกันและลดโอกาสที่แต่ละร้านจะไปซื้อวัตถุดิบคนละตัว

สร้างแบรนด์ชาเองกับ 20KGTea ตั้งแต่เลือกสูตรจนถึงติดฉลากแบรนด์

20 kgtea มีบริการผลิตชาในชื่อแบรนด์ของลูกค้า โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ระบุว่าสามารถเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ 60 กิโลกรัมขึ้นไป และคละสินค้าได้ตามเงื่อนไข พร้อมให้บริการผลิต ติดฉลาก และทำสติ๊กเกอร์ในชื่อแบรนด์ลูกค้า เมื่อนำสินค้าไปใช้หรือจำหน่ายต่อก็จะเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเอง

ดังนั้นร้านสามารถเริ่มได้เป็นขั้น ๆ เช่น

  • ซื้อไปทดลอง : เลือกชาไทย ชาเขียว หรือชาไต้หวันที่สนใจ แล้วนำไปชงกับสูตรของร้านก่อน
  • เลือกสูตรที่เหมาะ : ดูว่าตัวไหนลูกค้าชอบ ชงง่าย และต้นทุนเหมาะกับราคาขาย
  • วางสูตรกลางสำหรับทุกสาขา : กำหนดปริมาณชา น้ำ นม ความหวาน และวิธีชงให้เหมือนกัน
  • ขยับเป็นชาของแบรนด์ตัวเอง : เมื่อร้านเริ่มใช้ในปริมาณมาก สามารถสอบถามการผลิตชาในชื่อแบรนด์ของตัวเองกับ 20 kgtea ได้

วิธีนี้ช่วยให้ร้านไม่ต้องรีบลงทุนจำนวนมากตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าชาตัวไหนเหมาะกับลูกค้าของตัวเอง และเมื่อสูตรขายดีชัดเจนแล้วค่อยนำไปต่อยอดเป็นสินค้าของแบรนด์ จะวางแผนง่ายกว่ามากเลยทีเดียว

20 kgtea แนะนำ

ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มผลิตชาตัวไหนก่อน ให้ดูจากยอดขายหน้าร้าน ถ้าชาไทยคือเมนูที่ขายดีที่สุด ก็เริ่มพัฒนาชาไทยให้เป็นรสประจำแฟรนไชส์ก่อน ไม่จำเป็นต้องผลิตชาไทย ชาเขียว และชาไต้หวันพร้อมกันทั้งหมด

ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุดหรือเข้มที่สุด แต่ควรเป็นชาที่ ชงง่าย ทำซ้ำได้ รสชาติใกล้เคียงกันทุกสาขา คำนวณต้นทุนได้ และมีสินค้าให้สั่งต่อเนื่อง สำหรับคนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น 20 kgtea มีสินค้าจำหน่ายตั้งแต่ปริมาณเล็กสำหรับนำไปทดลอง เมื่อเจอชาที่เหมาะกับร้านแล้วสามารถขยับเป็นการซื้อแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป และสำหรับร้านที่ต้องการต่อยอดเป็นชาในชื่อแบรนด์ตัวเอง เว็บไซต์ระบุว่าสามารถเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ 60 กิโลกรัมขึ้นไปตามเงื่อนไข

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยออเดอร์ใหญ่ทันที หากยังไม่รู้เรื่องชาก็สามารถเริ่มจากการบอกทีมงานง่าย ๆ ว่า ร้านขายเมนูอะไร อยากได้รสชาติประมาณไหน ใช้วันละกี่แก้ว และต้องการคุมต้นทุนประมาณเท่าไร จากนั้นค่อยเลือกชาไปทดลองก่อน เมื่อได้ตัวที่ชอบแล้วจึงค่อยทำสูตรกลางให้ทุกสาขา และถ้าอยากสร้างความแตกต่างมากขึ้น ก็สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตชาในชื่อแฟรนไชส์ของตัวเองได้

1. ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ควรเลือกจากอะไร?

ควรดูทั้งความหอม ความเข้ม ความง่ายในการชง ต้นทุนต่อแก้ว และความต่อเนื่องของสินค้า ที่สำคัญควรนำไปทดลองกับสูตรจริงของร้านก่อนตัดสินใจซื้อจำนวนมาก

2. ร้านยังไม่มีแฟรนไชส์ สามารถซื้อชาไปทดลองก่อนได้ไหม?

ได้ 20 kgtea มีการจำหน่ายตั้งแต่ 1 ถุง ร้านที่ยังไม่แน่ใจว่าชาตัวไหนเหมาะ สามารถเริ่มซื้อไปทดลองกับสูตรจริงก่อนได้ เมื่อเลือกสูตรได้แล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ

3. ถ้ามีหลายสาขา ซื้อชาแบบไหนถึงคุ้ม?

ร้านที่เริ่มใช้ชาในปริมาณมากสามารถสอบถามเรทราคาส่งแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไปได้ แต่ควรคำนวณยอดใช้ของทุกสาขาก่อน เพื่อไม่ให้ซื้อมาเก็บมากเกินความจำเป็น

4. แฟรนไชส์ชานมไข่มุกควรใช้ชาอะไร?

ชาไต้หวันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดย 20KGTea มีชาไต้หวันหลายแบบ เช่น ชาไต้หวัน ชาไต้หวันซองเงิน และชาไต้หวันต้นตำรับ ซึ่งแต่ละตัวมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน ควรทดลองกับนมและไข่มุกของร้านก่อนเลือกใช้จริง

5. ทำใบชาเป็นแบรนด์ตัวเองได้ไหม?

ได้ 20KGTea มีบริการผลิตและติดฉลากสินค้าในชื่อแบรนด์ลูกค้า โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ระบุว่าเริ่มต้นสั่งผลิตชาในชื่อแบรนด์ได้ตั้งแต่ 60 กิโลกรัมขึ้นไปตามเงื่อนไข

6. ถ้ามีสูตรเครื่องดื่มของร้านอยู่แล้ว สามารถเลือกชาให้เข้ากับสูตรได้ไหม?

ได้ ควรแจ้งว่าร้านขายเมนูอะไร ใช้นมหรือส่วนผสมแบบไหน ต้องการชารสเข้ม หอมนุ่ม หรือกลิ่นชาชัดประมาณไหน เพื่อช่วยให้เลือกตัวอย่างชาไปทดลองได้ตรงกับร้านมากขึ้น

7. ควรซื้อจำนวนมากตั้งแต่ครั้งแรกเลยไหม?

ถ้ายังไม่เคยทดลอง ไม่แนะนำให้รีบซื้อจำนวนมาก ควรเริ่มจากปริมาณน้อย ชงกับสูตรจริงของร้าน และให้ลูกค้าหรือทีมงานทดลองชิมก่อน เมื่อมั่นใจในสูตรแล้วจึงค่อยสั่งแบบยกลังหรือผลิตในชื่อแบรนด์ตัวเอง

กำลังทำแฟรนไชส์ หรือมีร้านอยู่แล้วแต่อยากได้ชาเป็นสูตรของแบรนด์ตัวเอง? ลองส่งเมนูขายดีและรสชาติที่อยากได้ เพียงติดต่อ LINE : @20KGTEA ให้ช่วยแนะนำก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องชาเยอะ ทีมงานสามารถช่วยเริ่มจากการเลือกตัวอย่างสำหรับทดลอง ไปจนถึงการวางแนวทางผลิตชาในชื่อแบรนด์ของคุณเองกันเลย!

สำหรับผู้ที่ต้องการสั่งซื้อไปใช้ในร้าน (ปลีก-ส่ง)

พร้อมแล้วที่จะยกระดับรสชาติชาในร้านของคุณ? ทดลองสั่งชาของเราไปชงได้แล้ววันนี้! คลิกเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่คุณคุ้นเคย หรือทักแชทเพื่อสอบถามเรทราคาส่งยกลังได้เลย!

สำหรับผู้ที่สนใจสร้างแบรนด์ชาของตัวเอง (OEM)

โอกาสในการเป็นเจ้าของแบรนด์ชาคุณภาพในแบบฉบับของคุณอยู่ตรงหน้าแล้ว! อย่ารอช้า, ปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายธุรกิจที่นี้ ติดต่อโดยตรงที่ LINE : @20KGTEA เพื่อรับคำแนะนำ, ตัวอย่างชาฟรี, และใบเสนอราคาที่ดีที่สุดสำหรับโปรเจกต์ของคุณ!

บทความอื่น ๆ