ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ เลือกยังไงให้ทุกสาขารสชาติเหมือนกัน
กำลังทำ แฟรนไชส์ชา แล้วกลัวว่าสาขานี้ชงอร่อย แต่อีกสาขากลับรสไม่เหมือนกันอยู่ไหม? ควรเลือก ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ แบบไหนถึงจะชงง่ายและได้รสชาติใกล้เคียงกันทุกสาขา? หรือจริง ๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใบชาอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีชงของแต่ละร้านด้วย?
ถ้าอยากให้ลูกค้าซื้อจากสาขาไหนก็ได้รสชาติใกล้เคียงกัน สิ่งสำคัญไม่ได้มีแค่การเลือกใบชาที่หอมและอร่อย แต่ต้องเลือกใบชาที่ ชงซ้ำได้ง่าย รสชาติไม่เปลี่ยนง่าย มีสินค้าให้สั่งต่อเนื่อง และสามารถกำหนดสูตรให้พนักงานทุกคนทำตามได้
- ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ควรเป็นแบบไหน?
- ทำไมรสชาติคงที่ถึงสำคัญกับแฟรนไชส์ชา?
- เลือกใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ต้องดูอะไรบ้าง?
- ชาไทย ชาเขียว หรือชาไต้หวัน แบบไหนเหมาะกับแฟรนไชส์?
- ใบชาของ 20 kgtea สำหรับนำไปทำแฟรนไชส์!
- สูตรกลางคืออะไร? ทำไมแฟรนไชส์ต้องมี?
- ใช้ใบชาเหมือนกัน แต่ทำไมแต่ละสาขายังรสไม่เหมือนกัน เกิดจากอะไร?
- ใบชายกลังเหมาะกับแฟรนไชส์หรือไม่?
- อยากมีชาแบรนด์ตัวเอง 20 kgtea ช่วยอะไรได้บ้าง?
- สรุป เลือกยังไง? ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ต้องคิดมากกว่าแค่คำว่า "อร่อย"
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ "ใบชาสำหรับแฟรนไชส์" (FAQ)
พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ใช้ใบชาตัวเดียวกัน แต่ถ้าสาขาหนึ่งใช้ชา 12 กรัม อีกสาขาใช้ 16 กรัม หรือคนหนึ่งแช่ชา 3 นาที แต่อีกคนแช่ 8 นาที รสชาติก็ออกมาต่างกันได้เลยนั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะขยายร้านจาก 1 สาขาไปเป็นหลายสาขา เราไม่ควรถามแค่ว่า “ชาไหนอร่อยที่สุด?” แต่ควรถามเพิ่มว่า “ชาไหนที่พนักงานหลายคนชงตามสูตรเดียวกันแล้วได้รสชาติใกล้เคียงกัน?” คำถามนี้สำคัญกับธุรกิจแฟรนไชส์มากเลยทีเดียว
ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ที่เหมาะกับการใช้งานจริงควรมี 5 เรื่องหลัก คือ รสชาติชัดหลังใส่นมและน้ำแข็ง ชงซ้ำง่าย คุณภาพและสเปกค่อนข้างสม่ำเสมอ คำนวณต้นทุนได้ และมีสินค้าสำหรับสั่งซื้อต่อเนื่อง จากนั้นเจ้าของแบรนด์ต้องนำใบชานั้นมาทำสูตรกลางหรือสูตรมาตรฐาน ให้ชัดว่าหนึ่งแก้วใช้ชาเท่าไร น้ำเท่าไร สกัดกี่นาที และใส่ส่วนผสมเท่าไร ถ้าทำได้ครบ ต่อให้มีพนักงานหลายคนหรือเปิดเพิ่มหลายสาขา โอกาสที่รสชาติจะ “ไม่คงที่” ก็ลดลงมากกว่าการฝากทุกอย่างไว้กับฝีมือของคนชงเพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอน
ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ควรเป็นแบบไหน?
ถ้าสรุปให้เข้าใจง่าย ใบชาที่เหมาะกับร้านหลายสาขาควรมีลักษณะประมาณนี้

- ชงแล้วมีกลิ่นชาชัด
- ใส่นมหรือน้ำแข็งแล้วรสชาติไม่จางเร็ว
- ชงตามสูตรเดิมได้ง่าย
- พนักงานใหม่สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก
- คำนวณต้นทุนต่อแก้วได้
- มีสินค้าให้สั่งซื้อต่อเนื่อง
- ถ้าร้านโตขึ้น สามารถสั่งในปริมาณมากได้
สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าแค่การเปิดถุงแล้วรู้สึกว่า “ชาตัวนี้หอมมาก” เพราะสิ่งที่ลูกค้าดื่มจริงคือชาที่ผ่านการชง ใส่นม ใส่น้ำแข็ง และวางอยู่ในแก้วไปอีกระยะหนึ่งแล้วนั่นเอง
ก่อนเลือกชาเข้าร้าน ลองให้พนักงาน 3–5 คนชงตามสูตรเดียวกันดู ถ้าทุกคนชงออกมาได้รสชาติใกล้เคียงกัน แปลว่าชาตัวนั้นมีโอกาสนำไปใช้กับร้านหลายสาขาได้ง่ายขึ้น

ทำไมรสชาติคงที่ถึงสำคัญกับแฟรนไชส์ชา?
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ลูกค้าเคยซื้อชาไทยจากสาขาแรกแล้วรู้สึกว่าเข้ม หอม และหวานกำลังดี วันต่อมาไปซื้ออีกสาขาหนึ่ง แต่กลับได้ชาที่จืดกว่า หวานกว่า หรือกลิ่นชาแทบไม่มี ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่า “วันนี้พนักงานคงชงต่างกัน” แต่เขาอาจรู้สึกทันทีว่า “ทำไมร้านเดียวกัน แต่รสชาติไม่เหมือนกัน?” ถ้าเกิดบ่อย ๆ ก็อาจทำให้ลูกค้าเริ่มไม่มั่นใจในแบรนด์ได้ ดังนั้นแฟรนไชส์ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่กำลังขาย รสชาติที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับเหมือนเดิมทุกครั้ง กันเลย
รสชาติไม่เหมือนกัน ต้นทุนก็อาจไม่เหมือนกันด้วย เช่น สูตรของร้านกำหนดให้ใช้ใบชา 14 กรัมต่อแก้ว แต่บางสาขารู้สึกว่าชาจืดจึงเพิ่มเป็น 18 กรัม ส่วนอีกสาขาใช้เพียง 12 กรัม ถ้ามองแค่ 1 แก้วอาจดูไม่ต่างมาก แต่ถ้าขายวันละ 100 แก้ว เดือนหนึ่งความต่างของใบชาที่ใช้จะเพิ่มขึ้นเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นการกำหนดสูตรให้ชัด ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังช่วยให้เจ้าของแฟรนไชส์รู้ด้วยว่า แต่ละสาขาควรใช้ใบชาเท่าไร และควรมีต้นทุนประมาณเท่าไร นั่นเอง
เลือกใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ต้องดูอะไรบ้าง?
การเลือกใบชาสำหรับร้านที่มีหลายสาขา ไม่ควรดูแค่ว่า ตัวไหนหอม ตัวไหนเข้ม หรือตัวไหนราคาถูกที่สุด เพราะใบชาที่เหมาะกับแฟรนไชส์ต้องนำไปใช้งานจริงได้ง่ายด้วย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานคนไหนหรือสาขาไหน ก็ควรชงออกมาได้รสชาติใกล้เคียงกัน

ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อจำนวนมาก ลองนึกถึงเมนูขายจริงของร้านก่อนว่าเป็นชาไทย ชาเขียวนม หรือชานมไข่มุก ใช้แก้วขนาดไหน ใส่นมและน้ำแข็งเท่าไร แล้วค่อยนำใบชามาทดลองกับสูตรนั้น เพราะบางตัวตอนชงเป็นน้ำชาอาจหอมมาก แต่พอใส่นมและน้ำแข็งแล้วกลับรู้สึกว่ารสชาอ่อนลงก็ได้ สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าต้องสังเกตอะไรบ้าง ไม่ต้องกังวล เพราะหลัก ๆ สามารถเริ่มดูจาก 6 เรื่องง่าย ๆ ต่อไปนี้ แล้วค่อยเลือกตัวที่เหมาะกับร้านของเรามากที่สุดกันเลย
1. ใส่นมแล้วกลิ่นชายังต้องอยู่
อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อเพราะเปิดถุงแล้วรู้สึกว่าชาหอม เพราะเมื่อเอาไปทำชาไทย ชาเขียวนม หรือชานมไข่มุก เรายังต้องใส่นม น้ำตาล ครีมเทียม น้ำแข็ง และอาจมีไข่มุกหรือท็อปปิ้งอีก ส่วนผสมเหล่านี้สามารถทำให้กลิ่นชาอ่อนลงได้ ทางที่ดีควรลองชงเหมือนตอนขายจริง เช่น ร้านใช้แก้ว 16 ออนซ์ ก็ทดลองกับแก้ว 16 ออนซ์ ใช้นมยี่ห้อเดียวกับร้าน และใส่น้ำแข็งในปริมาณเดียวกัน
ชิมแล้วถามตัวเองง่าย ๆ ว่า หลังใส่นมแล้ว เรายังรู้สึกได้ไหมว่านี่คือรสของชา? ถ้ายังหอมและรสชัด ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว
2. ชาเข้มได้ แต่ไม่ควรฝาดจนดื่มยาก
หลายร้านคิดว่าชายิ่งเข้มยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วคำว่า เข้ม กับ ฝาด ไม่เหมือนกัน ชาเข้มคือดื่มแล้วรู้สึกถึงรสชาได้ชัด แต่ถ้าฝาดมากเกินไป อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกแห้งคอหรือดื่มยาก
ที่สำคัญ ถ้าชาฝาดมาก พนักงานแต่ละสาขาอาจเริ่มแก้สูตรกันเอง เช่น เพิ่มนม เพิ่มความหวาน หรือเติมน้ำมากขึ้น สุดท้ายรสชาติแต่ละร้านก็เริ่มไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรเลือกใบชาที่มีความเข้มเหมาะกับเมนูของร้าน ไม่จำเป็นต้องเข้มที่สุดเสมอไปนั่นเอง
3. สีควรใกล้เคียงกันทุกครั้งที่ชง
ชาไทยและชาเขียวเป็นเมนูที่ลูกค้ามองเห็นสีได้ชัดมาก ถ้าวันนี้ชาไทยสีส้มเข้ม แต่พรุ่งนี้สีอ่อนลงมาก หรือสาขาหนึ่งสีสวย แต่อีกสาขาซีด ลูกค้าอาจรู้สึกได้ว่าร้านชงไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ควรเลือกจากสีอย่างเดียว เพราะเครื่องดื่มที่ดูสวยแต่กลิ่นชาไม่ชัด ก็อาจไม่ตอบโจทย์ร้านเช่นกัน ให้ดูพร้อมกันทั้ง สี กลิ่น และรสชาติ จะเหมาะกว่ากันเลย!
4. ต้องทดลองด้วยอุปกรณ์ที่สาขาจะใช้จริง
ถ้าร้านแม่ทดลองชาด้วยเครื่องชงกาแฟ แต่พอเปิดแฟรนไชส์กลับให้สาขาใช้ถุงกรอง ผลที่ออกมาอาจต่างกันได้ ก่อนเลือกใบชา ควรกำหนดให้ชัดก่อนว่าแต่ละสาขาจะชงแบบไหน เช่น
- ชงด้วยเครื่องชงกาแฟ
- ชงผ่านถุงกรอง
- แช่ชาในน้ำร้อน
- ต้มชาเป็นหม้อสำหรับใช้ทั้งวัน
ใบชาของ 20 Kgtea มีทั้งชาที่สามารถใช้เครื่องชง ถุงกรอง หรือโมก้าพอท รวมถึงชาไต้หวันที่เหมาะกับการแช่และถุงกรอง ดังนั้นควรเลือกให้ตรงกับวิธีทำงานจริงของร้าน
5. ต้องคิดต้นทุนเป็น “ต่อแก้ว” ไม่ใช่ดูแค่ราคาต่อกิโล
ตัวอย่าง ชา A ราคา 300 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนชา B ราคา 400 บาท หลายคนอาจรีบคิดว่าชา A ถูกกว่า แต่ถ้าชา A ต้องใช้ 16 กรัมต่อแก้ว ขณะที่ชา B ใช้เพียง 10 กรัมแล้วได้ความเข้มพอ ๆ กัน ต้นทุนจริงอาจไม่ได้ต่างกันอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นให้ดูว่า ชา 1 กิโลกรัม ชงได้จริงกี่แก้ว แล้วค่อยนำราคามาหาร จะเห็นต้นทุนจริงได้ง่ายกว่า
20 Kgtea มีชาหลายสูตรที่สามารถชงได้ประมาณ 70–100 แก้วต่อกิโลกรัม แต่จำนวนจริงก็ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละร้านด้วยเช่นกัน
6. ต้องมั่นใจว่าสั่งซื้อซ้ำได้
สำหรับร้านเดียว ถ้าชาหมดอาจเปลี่ยนตัวอื่นใช้ชั่วคราวได้ แต่ถ้ามี 10 หรือ 20 สาขา การเปลี่ยนวัตถุดิบพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนเลือกชาเป็นตัวหลักของแฟรนไชส์ ควรถามเรื่อง
- มีสินค้าพร้อมต่อเนื่องหรือไม่
- สั่งครั้งหนึ่งขั้นต่ำเท่าไร
- ใช้เวลากี่วันในการจัดส่ง
- ถ้าร้านขยายเพิ่มอีกหลายสาขา รองรับปริมาณได้ไหม
- มีราคาสำหรับการสั่งจำนวนมากหรือไม่
20 Kgtea มีเรทราคาพิเศษสำหรับการสั่งซื้อแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป จึงเหมาะกับร้านที่เริ่มใช้ใบชาในปริมาณมากหรือมีหลายสาขาแล้วนั่นเอง
ชาไทย ชาเขียว หรือชาไต้หวัน แบบไหนเหมาะกับแฟรนไชส์?
จริง ๆ แล้วไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกร้าน เพราะแต่ละร้านขายเมนูไม่เหมือนกัน
| ประเภทชา | เหมาะกับเมนู | สิ่งที่ควรดู |
|---|---|---|
| ชาไทย / ชาแดง | ชาไทย ชาดำ ชามะนาว | สีสวย กลิ่นชาเข้ม ใส่นมแล้วไม่จาง |
| ชาเขียว | ชาเขียวนม ชาเขียวมะนาว | กลิ่นชา สี และความฝาด |
| ชาไต้หวัน | ชานมไข่มุก ชานมบราวน์ชูการ์ | กลิ่นเข้ากับนม รสนุ่ม และไม่โดนไข่มุกกลบ |
| ชาใส | ชาผลไม้ ชาพีช ชาเบอร์รี่ | สดชื่น ไม่ฝาด และเข้ากับไซรัป |
| ชาสูตรเฉพาะ | เมนูประจำแบรนด์ | ต้องชงซ้ำได้และผลิตต่อเนื่องได้ |
ถ้าร้านเพิ่งเริ่มทำแฟรนไชส์ ไม่จำเป็นต้องมีใบชาเยอะตั้งแต่แรก อาจเริ่มจาก 3 ตัวหลัก เช่น ชาไทย ชาเขียว และชาไต้หวัน แล้วแตกออกเป็นหลายเมนู จะช่วยให้คุมทั้งสต๊อกและสูตรง่ายกว่ามาก
ใบชาของ 20 kgtea สำหรับนำไปทำแฟรนไชส์!
สำหรับคนที่กำลังวางแผนเปิดร้านเครื่องดื่มหรือขยายร้านไปเป็นหลายสาขา 20 kgtea มีชาให้เลือกหลายแบบ ทั้ง ชาแดง ชาเขียว ชาไต้หวัน ชาซีลอน และชาใต้ รวมถึงกาแฟโบราณ จึงสามารถเลือกวัตถุดิบให้เหมาะกับเมนูหลักของร้านได้ง่ายขึ้น
มือใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการสั่งจำนวนมากทันที แนะนำให้เลือกชาที่สนใจไปทดลองกับสูตรจริงของร้านก่อน เช่น ถ้าจะขายชาไทยเป็นเมนูหลัก ก็ลองเปรียบเทียบชาแดงแต่ละแบบ หรือถ้าจะทำชานมไข่มุก ก็สามารถทดลองชาไต้หวันหลายสูตรเพื่อดูว่าตัวไหนเข้ากับนมและความหวานของร้านมากที่สุดนั่นเอง

| สินค้า 20 kgtea | ขนาด | ราคาในภาพ | เหมาะสำหรับทดลองทำเมนู |
|---|---|---|---|
| ชาแดงต้นตำหรับ | 500 กรัม | 125 บาท | ชาไทย ชาดำ ชามะนาว |
| ชาเขียวต้นตำหรับ | 500 กรัม | 150 บาท | ชาเขียวนม ชาเขียวเย็น |
| ชาไต้หวัน | 500 กรัม | 125 บาท | ชานม ชานมไข่มุก |
| ชาซีลอน | 250 กรัม | 50 บาท | ชาซีลอน ชานม หรือใช้ทดลองผสมสูตร |
| ชาใต้ปรุงสำเร็จ | 250 กรัม | 65 บาท | ชาใต้ ชาเย็นสไตล์เข้ม |
| ชาไต้หวันต้นตำหรับ | 500 กรัม | 125 บาท | ชานมไต้หวัน ชานมไข่มุก |
| กาแฟโบราณ | 500 กรัม | 140 บาท | กาแฟโบราณ กาแฟนม |
| ชาเขียวม้าบิน | 200 กรัม | 38 บาท | ชาเขียวนม |
| ชาแดงม้าบิน | 200 กรัม | 38 บาท | ชาไทย ชาเย็น |
| ชาไต้หวันซองเงิน | 500 กรัม | 190 บาท | ชานมไต้หวันที่ต้องการทดลองอีกระดับ |
**หมายเหตุ : ราคาในตารางเป็นราคาอ้างอิงจากข้อมูลสินค้าของ 20 kgtea ควรสอบถามราคาปัจจุบัน โปรโมชั่น และเรทราคาส่งกับทีมงานอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ
สำหรับแฟรนไชส์ ไม่จำเป็นต้องเลือกชาหลายตัวตั้งแต่เริ่มต้น อาจเลือกเพียง ชาแดง 1 ตัว ชาเขียว 1 ตัว และชาไต้หวัน 1 ตัว แล้วนำไปทำสูตรกลางของร้านก่อน เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้วจึงค่อยเพิ่มเมนูหรือเลือกชาสูตรอื่นเข้ามา จะช่วยให้พนักงานจำสูตรง่ายและควบคุมสต๊อกได้ง่ายกว่า
ถ้ายังเลือกไม่ถูก อย่าดูจากราคาอย่างเดียว ลองซื้อขนาดเล็กมาชงเปรียบเทียบกับนม น้ำแข็ง และความหวานที่ร้านจะใช้จริง แล้วดูว่าแก้วไหน หอม เข้ม กลมกล่อม และชงซ้ำได้ง่ายที่สุด เพราะตัวที่เหมาะกับแฟรนไชส์ควรเป็นตัวที่พนักงานหลายคนชงแล้วได้รสชาติใกล้เคียงกัน

“สั่งซื้อยกลัง 21 กิโลกรัมขึ้นไป รับเรทราคาส่งพิเศษ LINE : @20KGTEA“
สูตรกลางคืออะไร? ทำไมแฟรนไชส์ต้องมี?
สูตรกลาง ก็คือสูตรเดียวที่กำหนดไว้ให้ทุกสาขาชงเหมือนกัน แทนที่จะบอกว่า
- ใส่ชาเยอะหน่อย
- เติมนมนิดหนึ่ง
- แช่ชาให้เข้ม
ควรเปลี่ยนเป็นตัวเลขชัด ๆ เช่น
| สิ่งที่ต้องกำหนด | ตัวอย่าง |
|---|---|
| ใบชา | 14 กรัม |
| น้ำร้อน | 175 มล. |
| เวลาแช่ | 3–5 นาที |
| น้ำชาที่ได้ | 120 มล. |
| ครีมเทียม | 1 ช้อนโต๊ะ |
| นมสด | 60 มล. |
| นมข้นหวาน | 40 มล. |
| แก้ว | กำหนดขนาดให้เหมือนกัน |
20 kgtea มีตัวอย่างสูตรชาเขียวและชาไทยที่ใช้ผงชา 14 กรัม น้ำร้อน 175 มล. กรองน้ำชาให้ได้ 120 มล. ก่อนเติมครีมเทียม นมสด 60 มล. และนมข้นหวาน 40 มล. ซึ่งเจ้าของร้านสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองสูตรของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขนี้กับทุกแบรนด์เหมือนกัน เพราะชาของแต่ละร้านอาจต้องการความเข้มไม่เท่ากัน แต่หลักสำคัญคือ ต้องกำหนดเป็นตัวเลขให้พนักงานทำตามได้ง่าย
แค่มีสูตรกลางพอไหม?
ยังไม่พอ เพราะสูตรบอกว่า “ใส่อะไรเท่าไร” แต่ SOP บอกว่า “ต้องทำอย่างไร” ตัวอย่างเช่นสูตรระบุว่าใช้ใบชา 14 กรัม แต่ SOP ควรระบุเพิ่มว่า
- ใช้เครื่องชั่งแบบไหน
- อุณหภูมิน้ำประมาณเท่าไร
- เริ่มจับเวลาตอนไหน
- เทน้ำผ่านชากี่รอบ
- ใช้ภาชนะขนาดเท่าไร
- น้ำชาที่สกัดแล้วเก็บได้นานแค่ไหนตามมาตรฐานร้าน
- ใครเป็นคนตรวจคุณภาพช่วงเปิดร้าน
- ถ้ารสชาติผิดปกติควรแก้ที่ขั้นตอนไหน
แฟรนไชส์ที่ทำเอกสารตรงนี้ละเอียดจะฝึกพนักงานใหม่ง่ายกว่า และลดการใช้ “ความเคยชินของแต่ละคน” มาตัดสินรสชาติได้มากเลยทีเดียว
7 จุดง่าย ๆ ที่แฟรนไชส์กำหนดให้เหมือนกันทุกสาขา!
จะเปิดเพิ่มหลายสาขา สิ่งสำคัญคือทุกสาขาควรมีวิธีชงที่ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานแต่ละคนกะปริมาณตามความเคยชิน เพราะแม้จะใช้ใบชาตัวเดียวกัน แต่ถ้าใส่ชาไม่เท่ากัน ใช้น้ำต่างกัน หรือแช่ชาไม่เท่ากัน รสชาติที่ได้ก็เปลี่ยนได้ทันที ดังนั้นเจ้าของแฟรนไชส์ควรกำหนดขั้นตอนพื้นฐานให้ชัดตั้งแต่แรก เพื่อให้พนักงานทำตามง่าย คุมรสชาติได้ และช่วยลดปัญหาแต่ละสาขาชงออกมาคนละรสนั่นเอง จากนั้นมาดูกันว่า 7 จุดง่าย ๆ ที่ทุกสาขาควรกำหนดให้เหมือนกัน มีอะไรบ้างกันเลย

- ชั่งชาเป็นกรัม : ถ้าเป็นแฟรนไชส์ แนะนำให้ใช้เครื่องชั่งแทนการตักด้วยช้อน เพราะใบชาบางครั้งฟูหรือแน่นไม่เท่ากัน ช้อนหนึ่งพูนกับหนึ่งช้อนปาดก็ให้น้ำหนักต่างกันได้ ใช้เครื่องชั่งจะง่ายต่อการตรวจสอบกว่ามาก
- กำหนดปริมาณน้ำให้ชัด : อย่าใช้คำว่า “น้ำประมาณหนึ่งแก้ว” เพราะแต่ละคนกะไม่เหมือนกัน ใช้หน่วยมิลลิลิตร เช่น 175 มล. หรือ 200 มล. จะเข้าใจตรงกันกว่า
- จับเวลาแช่ชา : อย่าให้พนักงานเดาเองว่า “น่าจะได้แล้ว” ใช้ตัวจับเวลาตั้งให้เหมือนกันทุกสาขาจะง่ายที่สุด
- ใช้อุปกรณ์ใกล้เคียงกัน : ถ้าสาขาหนึ่งใช้เครื่องชง แต่อีกสาขาใช้ถุงกรอง รสชาติอาจต่างกันได้ ถ้าเป็นไปได้ควรกำหนดอุปกรณ์หลักให้เหมือนกัน
- ใช้นมและความหวานสูตรเดียวกัน : เปลี่ยนนมเพียงยี่ห้อเดียว รสชาติก็เปลี่ยนได้แล้ว ดังนั้นถ้าต้องการให้ทุกสาขารสเหมือนกัน ควรกำหนดวัตถุดิบหลักให้ชัด
- เก็บใบชาให้เหมือนกัน : หลังเปิดถุงควรปิดให้สนิท ไม่วางใกล้ความร้อน ความชื้น หรือแดด เพราะต่อให้เป็นชาเดียวกัน แต่ถ้าสาขาหนึ่งเก็บดี อีกสาขาเปิดถุงทิ้งไว้ กลิ่นชาก็สามารถต่างกันได้
- ให้ผู้จัดการลองชิมเป็นประจำ : ไม่จำเป็นต้องทำระบบยุ่งยาก อาจกำหนดง่าย ๆ ว่า ก่อนเปิดร้านให้ผู้จัดการลองชิมน้ำชาหนึ่งครั้ง ถ้ากลิ่นหรือความเข้มผิดไปจากเดิม ค่อยตรวจดูว่าวันนั้นพนักงานชงผิดขั้นตอนไหน วิธีง่าย ๆ แบบนี้ช่วยจับปัญหาได้ก่อนที่ลูกค้าจะเป็นคนเจอกันเลย
ใช้ใบชาเหมือนกัน แต่ทำไมแต่ละสาขายังรสไม่เหมือนกัน เกิดจากอะไร?
อย่ารีบสรุปว่าเป็นปัญหาที่ชา เพราะตัวแปรอื่นมีเยอะมาก
- ปริมาณชาไม่เท่ากัน : เป็นสาเหตุพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะร้านที่ใช้ช้อนตักแล้วกะด้วยสายตา
- เวลาสกัดไม่เท่ากัน : ต่างกันเพียงไม่กี่นาทีก็อาจส่งผลกับความเข้มและความฝาดได้
- น้ำที่ใช้ต่างกัน : คุณภาพน้ำในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน หากแฟรนไชส์อยู่หลายจังหวัดควรคุมระบบกรองน้ำให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน
- นม น้ำเชื่อม หรือครีมเทียมคนละสูตร : สำนักงานใหญ่เปลี่ยนยี่ห้อนม แต่บางสาขายังใช้ของเก่า หรือซื้อทดแทนเองชั่วคราว รสชาติก็เปลี่ยนทันที
- ปริมาณน้ำแข็งต่างกัน : น้ำแข็งน้อยหรือมากส่งผลทั้งความเย็นและการเจือจาง
- เก็บใบชาไม่เหมือนกัน : การโดนความชื้น อากาศ หรือความร้อนมากเกินไปทำให้กลิ่นชาเปลี่ยนได้
ดังนั้นเวลาได้รับคำร้องเรียนว่า “ชาสาขานี้ไม่เหมือนเดิม” ควรตรวจย้อนกลับทีละตัวแปร ไม่ควรเพิ่มปริมาณใบชาเพื่อแก้ทันทีอย่างเดียว
ใบชายกลังเหมาะกับแฟรนไชส์หรือไม่?
ถ้าร้านเริ่มใช้ใบชาเยอะและรู้แล้วว่าเดือนหนึ่งใช้ประมาณกี่กิโล การซื้อแบบยกลังก็น่าสนใจ เพราะช่วยลดความถี่ในการสั่งสินค้า และสามารถสอบถามเรทราคาที่เหมาะกับการซื้อจำนวนมากได้ 20 kgtea มีทั้งการขายปลีกเริ่มตั้งแต่ 1 ถุง และการขายส่งแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป โดยแฟรนไชส์ที่ใช้ชาในปริมาณมากสามารถเลือกซื้อในรูปแบบยกลังเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบได้

แต่ไม่ใช่ว่ายิ่งซื้อมากยิ่งดีเสมอไป ควรดูยอดใช้จริงด้วย ถ้าร้านเพิ่งเริ่มเปิดสาขาหรือยังไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดี แนะนำซื้อปริมาณน้อยมาทดลองก่อน เมื่อรู้ยอดใช้ต่อเดือนแล้วค่อยวางแผนสั่งแบบยกลังจะปลอดภัยกว่า เพราะสุดท้ายต้นทุนที่ดีไม่ได้หมายถึงซื้อถูกที่สุดอย่างเดียว แต่ต้องซื้อในปริมาณที่ ใช้หมดทัน เก็บง่าย และไม่ทำให้เงินจมอยู่ในสต๊อก นั่นเอง
ถ้าอยากมีรสชาติชาเฉพาะแบรนด์ ต้องทำอย่างไร?
เมื่อแฟรนไชส์เริ่มมีจำนวนสาขามากขึ้น หลายแบรนด์จะเจออีกปัญหาหนึ่ง คือใช้วัตถุดิบเหมือนร้านอื่นจนสร้างความแตกต่างยาก ช่วงนี้สามารถพิจารณาพัฒนาสูตรเฉพาะหรือทำแบรนด์ชาเองได้ โดยโจทย์ที่ควรเตรียมให้ผู้ผลิตชัดเจน เช่น
- อยากได้กลิ่นชาแบบไหน
- ต้องการความเข้มระดับใด
- เมนูหลักเป็นนมหรือชาใส
- ราคาขายต่อแก้วเท่าไร
- ต้นทุนใบชาที่รับได้ต่อแก้วเท่าไร
- ใช้ประมาณกี่กิโลกรัมต่อเดือน
- ระบบชงของทุกสาขาเป็นแบบไหน
ยิ่งมีข้อมูลเหล่านี้ ผู้ผลิตยิ่งพัฒนาสูตรให้ใกล้กับการใช้งานจริงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่พัฒนาจากคำว่า “อยากได้ชาเข้ม ๆ” เพียงอย่างเดียวกันเลย หากกำลังเลือกวัตถุดิบสำหรับชานมเพิ่มเติม สามารถอ่าน ใบชาสำหรับร้านชานมไข่มุก เลือกแบบไหนดี? เพื่อเปรียบเทียบชาแต่ละกลุ่มก่อน แล้วค่อยนำตัวเลือกที่เหมาะมาทดสอบกับสูตรกลางของแฟรนไชส์
“สั่งซื้อยกลัง 21 กิโลกรัมขึ้นไป รับเรทราคาส่งพิเศษ LINE : @20KGTEA“
อยากมีชาแบรนด์ตัวเอง 20 kgtea ช่วยอะไรได้บ้าง?
ร้านที่กำลังขยายสาขาอาจไม่ได้ต้องการเพียง “ซื้อชาให้ถูกลง” แต่ยังต้องการวัตถุดิบที่เป็นของแบรนด์ตัวเอง เพื่อให้สาขาต่าง ๆ ใช้ชาแบบเดียวกันและลดโอกาสที่แต่ละร้านจะไปซื้อวัตถุดิบคนละตัว

20 kgtea มีบริการผลิตชาในชื่อแบรนด์ของลูกค้า โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ระบุว่าสามารถเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ 60 กิโลกรัมขึ้นไป และคละสินค้าได้ตามเงื่อนไข พร้อมให้บริการผลิต ติดฉลาก และทำสติ๊กเกอร์ในชื่อแบรนด์ลูกค้า เมื่อนำสินค้าไปใช้หรือจำหน่ายต่อก็จะเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเอง
ดังนั้นร้านสามารถเริ่มได้เป็นขั้น ๆ เช่น
- ซื้อไปทดลอง : เลือกชาไทย ชาเขียว หรือชาไต้หวันที่สนใจ แล้วนำไปชงกับสูตรของร้านก่อน
- เลือกสูตรที่เหมาะ : ดูว่าตัวไหนลูกค้าชอบ ชงง่าย และต้นทุนเหมาะกับราคาขาย
- วางสูตรกลางสำหรับทุกสาขา : กำหนดปริมาณชา น้ำ นม ความหวาน และวิธีชงให้เหมือนกัน
- ขยับเป็นชาของแบรนด์ตัวเอง : เมื่อร้านเริ่มใช้ในปริมาณมาก สามารถสอบถามการผลิตชาในชื่อแบรนด์ของตัวเองกับ 20 kgtea ได้
วิธีนี้ช่วยให้ร้านไม่ต้องรีบลงทุนจำนวนมากตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าชาตัวไหนเหมาะกับลูกค้าของตัวเอง และเมื่อสูตรขายดีชัดเจนแล้วค่อยนำไปต่อยอดเป็นสินค้าของแบรนด์ จะวางแผนง่ายกว่ามากเลยทีเดียว
ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มผลิตชาตัวไหนก่อน ให้ดูจากยอดขายหน้าร้าน ถ้าชาไทยคือเมนูที่ขายดีที่สุด ก็เริ่มพัฒนาชาไทยให้เป็นรสประจำแฟรนไชส์ก่อน ไม่จำเป็นต้องผลิตชาไทย ชาเขียว และชาไต้หวันพร้อมกันทั้งหมด

สรุป เลือกยังไง? ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ ต้องคิดมากกว่าแค่คำว่า “อร่อย”
ใบชาสำหรับแฟรนไชส์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุดหรือเข้มที่สุด แต่ควรเป็นชาที่ ชงง่าย ทำซ้ำได้ รสชาติใกล้เคียงกันทุกสาขา คำนวณต้นทุนได้ และมีสินค้าให้สั่งต่อเนื่อง สำหรับคนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น 20 kgtea มีสินค้าจำหน่ายตั้งแต่ปริมาณเล็กสำหรับนำไปทดลอง เมื่อเจอชาที่เหมาะกับร้านแล้วสามารถขยับเป็นการซื้อแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป และสำหรับร้านที่ต้องการต่อยอดเป็นชาในชื่อแบรนด์ตัวเอง เว็บไซต์ระบุว่าสามารถเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ 60 กิโลกรัมขึ้นไปตามเงื่อนไข
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยออเดอร์ใหญ่ทันที หากยังไม่รู้เรื่องชาก็สามารถเริ่มจากการบอกทีมงานง่าย ๆ ว่า ร้านขายเมนูอะไร อยากได้รสชาติประมาณไหน ใช้วันละกี่แก้ว และต้องการคุมต้นทุนประมาณเท่าไร จากนั้นค่อยเลือกชาไปทดลองก่อน เมื่อได้ตัวที่ชอบแล้วจึงค่อยทำสูตรกลางให้ทุกสาขา และถ้าอยากสร้างความแตกต่างมากขึ้น ก็สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตชาในชื่อแฟรนไชส์ของตัวเองได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ใบชาสำหรับแฟรนไชส์” (FAQ)
ควรดูทั้งความหอม ความเข้ม ความง่ายในการชง ต้นทุนต่อแก้ว และความต่อเนื่องของสินค้า ที่สำคัญควรนำไปทดลองกับสูตรจริงของร้านก่อนตัดสินใจซื้อจำนวนมาก
ได้ 20 kgtea มีการจำหน่ายตั้งแต่ 1 ถุง ร้านที่ยังไม่แน่ใจว่าชาตัวไหนเหมาะ สามารถเริ่มซื้อไปทดลองกับสูตรจริงก่อนได้ เมื่อเลือกสูตรได้แล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ
ร้านที่เริ่มใช้ชาในปริมาณมากสามารถสอบถามเรทราคาส่งแบบยกลังตั้งแต่ 21 กิโลกรัมขึ้นไปได้ แต่ควรคำนวณยอดใช้ของทุกสาขาก่อน เพื่อไม่ให้ซื้อมาเก็บมากเกินความจำเป็น
ชาไต้หวันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดย 20KGTea มีชาไต้หวันหลายแบบ เช่น ชาไต้หวัน ชาไต้หวันซองเงิน และชาไต้หวันต้นตำรับ ซึ่งแต่ละตัวมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน ควรทดลองกับนมและไข่มุกของร้านก่อนเลือกใช้จริง
ได้ 20KGTea มีบริการผลิตและติดฉลากสินค้าในชื่อแบรนด์ลูกค้า โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ระบุว่าเริ่มต้นสั่งผลิตชาในชื่อแบรนด์ได้ตั้งแต่ 60 กิโลกรัมขึ้นไปตามเงื่อนไข
ได้ ควรแจ้งว่าร้านขายเมนูอะไร ใช้นมหรือส่วนผสมแบบไหน ต้องการชารสเข้ม หอมนุ่ม หรือกลิ่นชาชัดประมาณไหน เพื่อช่วยให้เลือกตัวอย่างชาไปทดลองได้ตรงกับร้านมากขึ้น
ถ้ายังไม่เคยทดลอง ไม่แนะนำให้รีบซื้อจำนวนมาก ควรเริ่มจากปริมาณน้อย ชงกับสูตรจริงของร้าน และให้ลูกค้าหรือทีมงานทดลองชิมก่อน เมื่อมั่นใจในสูตรแล้วจึงค่อยสั่งแบบยกลังหรือผลิตในชื่อแบรนด์ตัวเอง
กำลังทำแฟรนไชส์ หรือมีร้านอยู่แล้วแต่อยากได้ชาเป็นสูตรของแบรนด์ตัวเอง? ลองส่งเมนูขายดีและรสชาติที่อยากได้ เพียงติดต่อ LINE : @20KGTEA ให้ช่วยแนะนำก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องชาเยอะ ทีมงานสามารถช่วยเริ่มจากการเลือกตัวอย่างสำหรับทดลอง ไปจนถึงการวางแนวทางผลิตชาในชื่อแบรนด์ของคุณเองกันเลย!
พร้อมแล้วที่จะยกระดับรสชาติชาในร้านของคุณ? ทดลองสั่งชาของเราไปชงได้แล้ววันนี้! คลิกเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่คุณคุ้นเคย หรือทักแชทเพื่อสอบถามเรทราคาส่งยกลังได้เลย!
โอกาสในการเป็นเจ้าของแบรนด์ชาคุณภาพในแบบฉบับของคุณอยู่ตรงหน้าแล้ว! อย่ารอช้า, ปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายธุรกิจที่นี้ ติดต่อโดยตรงที่ LINE : @20KGTEA เพื่อรับคำแนะนำ, ตัวอย่างชาฟรี, และใบเสนอราคาที่ดีที่สุดสำหรับโปรเจกต์ของคุณ!
